ผลสรุป ของอนาคตการค้าไทย-สหรัฐฯ ขณะนี้ความชัดเจนได้ปรากฏขึ้นแล้ว เมื่อเส้นตายที่กำหนดโดยรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ลุล่วงไป และผลลัพธ์คือประเทศไทยกับรับมือกับอัตราภาษีนำเข้า 36% ซึ่งเป็นมาตรการที่มุ่งเป้าลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ โดยตรง ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา สามารถเจรจาต่อรองให้ภาษีนำเข้าของตนลดลงจากเดิม 46% มาอยู่ที่ 36% เท่ากับประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการค้าที่เป็นดีลลับ และผลลัพธ์ที่แตกต่างกันในการเจรจาของแต่ละประเทศในเอเชีย

การตัดสินใจนี้มาจากนโยบาย “ภาษีตอบโต้” ของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งลด ดุลการค้าเกินดุล 46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ของไทย และทั่วโลก ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเกิดจากต้นทุนแรงงานต่ำและนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐมายาวนาน
แม้ไทยจะเสนอแผนลดดุลการค้า เปิดตลาด และซื้อสินค้าสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการลดภาษีลงเหลือ 10-20% 
แต่วันนี้เมื่อประกาศผลแล้ว


ไม่เป็นผลสำเร็จ ภาษีใหม่นี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคส่งออกสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร 
ซึ่งต่างจากกรณี GSP ในอดีตที่เน้นประเด็นแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญา กัมพูชา: ลดเหลือ 36% เท่าไทย
ในขณะที่ไทยได้รับภาษี 36% กัมพูชากลับสามารถเจรจาให้สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าจาก 46% ลงมาเหลือ 36% เท่ากับไทยได้สำเร็จ ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์การเจรจาที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศคู่ค้าในภูมิภาคนี้
ภูมิทัศน์ภาษีในเอเชียที่ยืนยันแล้ว


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับไทยและกัมพูชาเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่สหรัฐฯ ใช้มาตรการเข้มงวดกับคู่ค้าในเอเชียเพื่อปรับสมดุลทางการค้า:
• ประเทศไทย: ภาษีนำเข้า 36%
• กัมพูชา: ภาษีนำเข้า 36% (ลดลงจาก 46%)
• เวียดนาม: เคยบรรลุข้อตกลงภาษีในอัตรา 20%
ผลกระทบและทางออก: การปรับตัวของเศรษฐกิจไทย


ภาษี 36% จะกดดันเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ทำให้ GDP เติบโตช้าลง และ การส่งออกหดตัว ภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยจึงต้องเร่งปรับตัว โดย กระจายตลาดส่งออก ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และ สร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าความท้าทายทางการค้าในยุคใหม่นี้