สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลกอีกครั้งในไตรมาสแรกของปี 2026 หรือที่สื่อต่างประเทศขนานนามว่า “สงครามอิหร่านปี 2026” (2026 Iran War) หลังจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันจะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเปิดทางให้กับการเจรจาทางการทูต แต่บรรยากาศการเผชิญหน้ายังคงคุกรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้แย่งชิงการควบคุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งยังคงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันทั่วโลก

ความขัดแย้งระลอกล่าสุดนี้ระเบิดขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่โครงการนิวเคลียร์ โครงการขีปนาวุธ และโครงสร้างผู้นำของประเทศ การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้ผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายรายเสียชีวิต ซึ่งรวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

เพื่อเป็นการตอบโต้ อิหร่านได้ระดมยิงขีปนาวุธและส่งโดรนจำนวนมากโจมตีเป้าหมายทั้งในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศกลุ่มอาหรับที่มีกองกำลังของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรตะวันตกตั้งอยู่ นอกจากนี้ อิหร่านยังได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ได้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์หน้างานยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

  • การขยายเวลาหยุดยิง: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจขยายเวลาหยุดยิงออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อรอให้อิหร่านยื่นข้อเสนอสันติภาพ โดยทางทำเนียบขาวระบุว่า ไม่มีการขีดเส้นตายที่ตายตัวสำหรับกระบวนการนี้
  • วิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ: แม้จะมีการหยุดยิงบนบก แต่ในทะเลยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านเองก็ได้ตอบโต้ด้วยการส่งโดรนและโจมตีเรือสินค้าหลายลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการเดินเรือพาณิชย์ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต
  • ฝ่ายอิหร่าน: ทางการอิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่ได้เตือนอย่างแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ จะต้องไม่เป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขการเจรจาแต่เพียงฝ่ายเดียว (Unilateral conditions) พร้อมประกาศจุดยืนว่าอิหร่านสามารถยืนหยัดต่อสู้กับการกดดันทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้
  • ฝ่ายสหรัฐฯ: ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้เร่งรีบที่จะปิดฉากความขัดแย้งนี้ในทันที หากยังไม่ได้ข้อตกลงที่เหมาะสม และได้เตือนชาวอเมริกันให้เตรียมรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการชะงักงันในตะวันออกกลาง

สงครามครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของงบประมาณทางทหารและความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองฝ่าย การที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกคุกคามทำให้อุตสาหกรรมประกันภัยการเดินเรือมีต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความท้าทายใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในปี 2026