ราคาน้ำมันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายหน้าสถานีบริการ แต่คือดัชนีชี้วัดความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์โลก ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในตะวันออกกลางยังคงคุกรุ่นและส่งผลกระทบต่อการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดพลังงานทั่วโลกก็กำลังเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก และแน่นอนว่าประเทศไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ย่อมได้รับแรงกระแทกนี้ไปเต็มๆ
สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก (ข้อมูลอัปเดต ณ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2026)
ตลาดน้ำมันโลกยังคงตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอุปทาน (Supply disruption) อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ความเสี่ยงในการเดินเรือขนส่งยังคงทำให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวอยู่ในระดับสูง:
- Brent Crude (สัญญาลอนดอน): ยืนหยัดอยู่เหนือระดับ $105.50 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง
- WTI (สัญญาสหรัฐฯ): ขยับขึ้นมาแตะที่ $101.20 ต่อบาร์เรล ความเสี่ยงหลักที่ตลาดกำลังประเมินคือ “ค่าพรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk Premium) ซึ่งบวกเพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมันดิบแล้วประมาณ $10-$15 ต่อบาร์เรล หากเทียบกับช่วงเวลาปกติ
อัปเดตราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทย (ข้อมูลอัปเดต ณ วันศุกร์ที่ 24 เมษายน 2026)
สำหรับสถานการณ์ราคาหน้าปั๊มในประเทศไทย (อ้างอิงราคาเฉลี่ยจาก ปตท. และ บางจาก) โครงสร้างราคาได้รับแรงกดดันจากทั้งตลาดโลกและค่าเงินบาทที่ผันผวน ส่งผลให้กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ยังคงทรงตัวในระดับที่ค่อนข้างตึงตัวต่อผู้บริโภค โดยน้ำมันเบนซิน 95 มีราคาพุ่งไปถึง 49.34 บาทต่อลิตร ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางตลาดสิงคโปร์ ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่เติมแก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ราคา 41.15 บาทต่อลิตร ตามมาด้วยแก๊สโซฮอล์ 91 ที่ราคา 39.88 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ที่ 38.84 บาทต่อลิตร ในส่วนของกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการขนส่งและระบบลอจิสติกส์ รัฐบาลยังคงใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนและตรึงราคาเอาไว้ โดยราคาดีเซล B7 และดีเซลหมุนเร็วมาตรฐานปัจจุบันอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ซึ่งยังคงรักษาระดับไม่ให้ทะลุเพดาน 33 บาทไว้ได้
กลไกที่ซ่อนอยู่: ราคาดีเซลที่ 32.94 บาทต่อลิตรนั้นไม่ใช่ราคาต้นทุนที่แท้จริง หากปราศจากการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาหน้าปั๊มของดีเซล ณ วันที่ 24 เมษายน 2026 จะพุ่งทะลุ 38 บาทต่อลิตรไปแล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันฯ กำลังแบกรับภาระหนักและเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลในขณะนี้
ปัจจัยที่ต้องจับตาในไตรมาสต่อไป
- ช่องแคบฮอร์มุซ: ปริมาณน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องแล่นผ่านช่องแคบนี้ หากอิหร่านใช้มาตรการปิดช่องแคบแบบเบ็ดเสร็จ นักวิเคราะห์คาดว่าน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งทะลุ $130-$150 ต่อบาร์เรลได้ภายในสัปดาห์เดียว
- ท่าทีของกลุ่ม OPEC+: ซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรจะตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยน้ำมันที่หายไปจากตลาดหรือไม่ หรือจะยังคงรักษาระดับการลดกำลังการผลิตต่อไปเพื่อพยุงราคา
- นโยบายอุดหนุนราคาของรัฐบาลไทย: กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะสามารถแบกรับภาระการชดเชยราคาดีเซลได้อีกนานแค่ไหน หากวิกฤตนี้ยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี 2026
การวางแผนการเดินทาง การหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือการพิจารณารถยนต์พลังงานทางเลือก (EV) จึงไม่ใช่แค่เทรนด์รักษ์โลกอีกต่อไป แต่คือวิธีรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เห็นผลชัดเจนที่สุดในยุคนี้