รีวิวละครโทรทัศน์ฮ่องกง เรื่อง D.I.D. 12 ซึ่งเพิ่งออกอากาศจบไปเมื่อ 20 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมาแบบไม่กั๊กจากกูรูที่ชื่นชอบและติดตามชมละครโทรทัศน์ฮ่องกงอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี
ละครโทรทัศน์จีน หรือที่มักถูกเรียกว่า “ละครชุด” นั้น ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากว่า 10 ปีแล้ว โดยเฉพาะละครจากเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ที่เข้ามาตีตลาดในไทย ทั้งที่ถูกซื้อมาออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์และถูกซื้อมาผลิตให้เช่าเพื่อนำไปรับชม เรียกได้ว่าละครชุดจากฮ่องกงนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2525-2530 ที่มีละครชุดหลายๆ เรื่องได้รับกระแสนิยมเป็นอย่างมากจนนำพามาซึ่งการติดตาม และกระแสแฟนคลับจากกลุ่มผู้ชมมากหน้าหลายตา อาทิ ละครชุดเรื่องมังกรหยก (The Legend of the Condor Heroes) ของสถานีโทรทัศน์ TVB ซึ่งออกอากาศในช่วงปี 2526 ที่ได้รับความนิยมทั้งจากเรื่องราวในละครที่ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ของกิมย้ง และนักแสดงที่รับบทเป็นก๊วยเจ๋ง และอึ้งย้ง พระนางของเรื่อง

นอกจากละครชุดที่เป็นละครกำลังภายในแล้ว ยังมีละครชุดที่เป็นละครแนวสากลซึ่งเล่าเรื่องราวร่วมสมัยผ่านชีวิตของผู้คนในสังคมที่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด (At the Threshold of an Era) หรือ เจ้าพ่อตลาดหุ้น (The Greed of Man) เป็นต้น


ชีวิตของผมพันผูกอยู่กับละครโทรทัศน์ รวมไปถึงวัฒนธรรมหลายๆ อย่างจากฮ่องกงตั้งแต่สมัยยังเด็ก และเพราะความผูกพันนี้เองที่ทำให้ผมดั้นด้นติดตามดูละครโทรทัศน์ฮ่องกงมาจนถึงปัจจุบันอยู่เนืองๆ ถึงแม้ว่ากระแสนิยมในละครจากเขตปกครองพิเศษฮ่องกงในไทยจะลดน้อยถอยลงไปมากกว่าแต่ก่อน ผมยังขวนขวายหาวิธีการที่จะได้ดูละครซึ่งออกอากาศในฮ่องกงแบบต่อเนื่องอยู่เสมอ
D.I.D. 12 คือละครฮ่องกงเรื่องล่าสุดที่ผมเพิ่งดูจบไป ไล่กับที่ออกอากาศในฮ่องกงแบบตามมาติดๆ

D.I.D. 12 เป็นละครแนวแอ็คชั่น สืบสวนสอบสวน ระทึกขวัญเชิงจิตวิทยา ความยาว 25 ตอน เขียนบทโดย เหลียงยิ่งหยุนและเซี่ยเส้าหรง กำกับการแสดงโดย โอวเย่าเจี๋ยและเหอเจียหัว อำนวยการสร้างโดย จงซู่เจี๋ย และนำแสดงโดย Bowie หลินเป่าอี้ Owen จางเจิ้นหลาง ร่วมด้วย Kelly ฟู่เจียลี่ Yoyo เฉินจื่อเย่า Matthew เกาจุ้นเสียน Raymond เฉาหย่งเหลียน James อู๋เยี่ยกวน และ Monica เฉินฟะหยง
ปัจจัยที่ดึงดูดให้ผมตัดสินใจดูละครเรื่องนี้แบบตอนต่อตอนไล่กับที่ออกอากาศในฮ่องกงก็คือการกลับมาแสดงละครให้กับ TVB อีกครั้งของ Bowie หลินเป่าอี้ ทิ้งห่างจาก When Heaven Burns ละครเรื่องสุดท้ายที่เขาแสดงให้ TVB ถึง 14 ปี

Bowie เป็นนักแสดงยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ในช่วงปี 1990 มีผลงานที่สร้างชื่อเสียงร่วมกันกับ TVB มากมาย แต่ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมาจนปัจจุบันก็คือบทหมอหลวงในละครเรื่อง ศึกรักจอมราชันย์ (War and Beauty)
นอกจาก Bowie แล้ว ละครยังได้ Owen จางเจิ้นหลาง และ Kelly ฟู่เจียลี่ ที่เพิ่งได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมและนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากการประกาศผลรางวัล TVB Awards 2024 มาร่วมแสดงอีกด้วย


D.I.D. 12 เริ่มเรื่องด้วยคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งนำพาให้ซิ่งข่าย (Owen จางเจิ้นหลาง) และติงเล่อฟง (Bowie หลินเป่าอี้) ได้ทำงานร่วมกัน ทว่ายังไม่ทันที่คดีจะคลี่คลาย ผู้ต้องสงสัยในคดีก็ถูกฆ่าตายเสียก่อน หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดคดีฆาตกรรมติดต่อกัน ทุกคดีล้วนแต่เชื่อมโยงไปยังบาป 7 ประการตามหลักคำสอนทางคริสตศาสนาผ่านเว็บไซต์เถื่อนที่ชื่อว่า Saturn นายตำรวจทั้งสองสันนิษฐานว่าฆาตกรต่อเนื่องรายนี้น่าจะมีปัญหาทางจิต จึงขอความช่วยเหลือจากหยางซีเฟย (Kelly ฟู่เจียลี่) นักจิตวิทยาสาวให้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่พวกเขาได้รับมา
ยิ่งสืบสวนมากเข้า ซิ่งข่ายและติงเล่อฟงต่างก็ตระหนักว่าฆาตกรที่พวกเขาไล่ล่าอาจจะไม่ได้ทำงานคนเดียว หากแต่ทำงานร่วมกันเป็นองค์กรลับ และการสาวลึกเข้าไปในคดี ไม่เพียงแต่จะทำให้พวกเขาได้พบกับคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนี้ ทว่า ยังทำให้พวกเขาได้ล้วงลึกลงไปในอดีตของตัวเอง อดีตอันมีเงื่อนงำ และความเจ็บปวดซุกซ่อนไว้ อดีตที่เหมือนแผลเป็นซึ่งพวกเขาเลือกที่จะกดทับมันไว้ด้วยอะไรบางอย่าง ซึ่งไม่ต่างจากคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาทุกเมื่อ

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการที่บทเลือกที่จะใส่ประเด็นการป่วยด้วยโรคบุคลิกภาพแตกแยกนี้ในตัวละครหลักซึ่งเป็นตัวละครฝ่ายตำรวจ แทนที่จะใช้การป่วยเป็นโรคทางจิตเภทเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของตัวละครคนร้าย ทำให้เกิดการตั้งคำถามในใจของคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากตำรวจคือฝ่ายที่เป็นโรคจิตเสียเอง…
การเปิดปมของเรื่องด้วยการให้ซิ่งข่ายป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยก และตัวของเขาเองก็ตระหนักดีว่าตนป่วยเป็นโรคนี้จากปัญหาครอบครัวและการถูกรังแกในโรงเรียน ทำให้ซิ่งข่ายสร้างตัวตนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อหลีกหนีจากประสบการณ์เลวร้าย เพื่อปกป้องดูแลตัวเอง นอกเหนือจากตัวของเขาแล้ว ในจิตใจของเขายังประกอบไปด้วย อาหยิ่น (James อู๋เยี่ยกวน) ด้านสว่างและอ่อนโยนในตัวของเขาที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือเขาในยามที่ทุกข์ร้อน และซันนี่ (Ronny หลีเจ๋อเอิน) ด้านมืดในตัวของซิ่งข่ายที่มักปรากฏตัวขึ้นในยามที่เขาถูกคุกคามหรือทำร้าย

แต่ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการที่บทเลือกที่จะใส่ประเด็นการป่วยด้วยโรคบุคลิกภาพแตกแยกนี้ในตัวละครหลักซึ่งเป็นตัวละครฝ่ายตำรวจ แทนที่จะใช้การป่วยเป็นโรคทางจิตเภทเป็นเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของตัวละครคนร้าย ทำให้เกิดการตั้งคำถามในใจของคนดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากตำรวจคือฝ่ายที่เป็นโรคจิตเสียเอง…
การเปิดปมของเรื่องด้วยการให้ซิ่งข่ายป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยก และตัวของเขาเองก็ตระหนักดีว่าตนป่วยเป็นโรคนี้จากปัญหาครอบครัวและการถูกรังแกในโรงเรียน ทำให้ซิ่งข่ายสร้างตัวตนอื่นๆ ขึ้นมาเพื่อหลีกหนีจากประสบการณ์เลวร้าย เพื่อปกป้องดูแลตัวเอง นอกเหนือจากตัวของเขาแล้ว ในจิตใจของเขายังประกอบไปด้วย อาหยิ่น (James อู๋เยี่ยกวน) ด้านสว่างและอ่อนโยนในตัวของเขาที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือเขาในยามที่ทุกข์ร้อน และซันนี่ (Ronny หลีเจ๋อเอิน) ด้านมืดในตัวของซิ่งข่ายที่มักปรากฏตัวขึ้นในยามที่เขาถูกคุกคามหรือทำร้าย

และที่น่าทึ่งยิ่งขึ้นไปอีกก็คือการเฉลยปมสำคัญของเรื่อง (ตั้งแต่ครึ่งเรื่อง) ด้วยการให้ตัวละครติงเล่อฟงเองก็ป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยกเช่นเดียวกัน หนำซ้ำ ติงเล่อฟงนั้นยังมีบุคลิกที่เป็นตัวตนที่ถูกสร้างขึ้นมารวมตัวของเขาเองแล้วถึง 8 บุคลิกด้วยกัน บุคลิกทั้งหมดนั้นต่างก็เกิดขึ้นมาจากปมในวัยเด็ก ที่เขามักถูกมารดาทุบตีทำร้ายร่างกาย ไล่ไปจนถึงอุบัติเหตุที่คร่าชีวิตพี่ชาย น้องสาว และการเห็นพี่สาวของตนถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา ติงเล่อฟงจึงสร้างบุคลิกในใจของตนขึ้นมาเพื่อทดแทนพี่ชาย พี่สาวและน้องสาวที่จากไป ร่วมกับบุคลิกภาพอื่นๆ ที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อประคับประคองชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของตนให้ผ่านพ้นโศกนาฏกรรมไปได้ โดยที่ตัวเขาเองไม่เคยตระหนักรู้มาก่อนว่าตนป่วยเป็นโรคจิตเภทนี้

ทว่า ที่เลวร้ายที่สุดก็คือฆาตกรบาป 7 ประการที่ติงเล่อฟง และซิ่งข่ายไล่ล่าอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือตัวของติงเล่อฟงเองที่ถูกบุคลิกภาพอื่นๆ ในใจของตนโดยเฉพาะด้านมืดในใจของเขา (Deon จางซ่งจี) และติงซิ่วเหวิน (Monica เฉินฟะหยง) บุคลิกที่เป็นตัวแทนของพี่สาวที่จากไปของเขาซึ่งต้องการฆ่าคนเพื่อแก้แค้นครอบครัวที่เป็นสาเหตุที่ทำให้หล่อนตายและครอบครัวของหล่อนต้องล่มสลาย

และเมื่อตัวละครหลักในเรื่องต่างก็ป่วยทางจิต เกมไล่จับระหว่างตำรวจและคนร้ายจึงกลายเป็นเกมทางจิตวิทยา ที่ฝ่ายตำรวจเองก็ประสบปัญหาป่วยทางจิต และฝั่งคนร้ายเองก็เป็นร่างอวตารที่มีร่างจริงเป็นตำรวจอีกคน เป็นการเชือดเฉือนที่ดูสนุก เร้าใจ และตื่นเต้นลุ้นระทึกแทบตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่คนดูอย่างเราตระหนักแล้วว่าติงเล่อฟงนั้นป่วยเป็นโรคบุคลิกภาพแตกแยก แต่ตัวของเขาเองยังไม่รู้ และยังคงมุ่งมั่นที่จะสืบคดีต่อไป ทั้งที่จริงแล้วคนร้ายในคดีที่ตนกำลังสืบอยู่นั้นคือตัวเอง
ชั้นเชิงอย่างหนึ่งที่พบได้เสมอในละครฮ่องกงคือการที่เรื่องราวจะร้อยเรียง เชื่อมโยงและพันผูกตัวละครมากหน้าหลายตาให้รวมเข้ามาเป็นเรื่องเดียวกัน เช่นเดียวกัน ใน D.I.D. 12 เมื่อเรื่องเดินทางมาถึงปลายทาง คนดูอย่างเราจึงได้เห็นตัวละครเกือบทุกตัวมารวมกันอยู่ในฉากเดียวอันเป็นฉากที่ปลดปล่อยตัวละครทุกตัวให้คลายจากพันธนาการ ความผิดบาป และความคลั่งแค้นในใจของพวกเขา และนำไปสู่บทสรุปที่สะท้อนให้เห็นว่าจิตใจของคนเรานั้นเปราะบาง และการประคับประคองจิตใจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตต่างๆ ในชีวิตนั้นมีความสำคัญมากเพียงไรต่อการดำรงชีวิตท่ามกลางปัญหาประดามีต่างๆ ล้อมรอบตัว

การแสดงของนักแสดงหลัก โดยเฉพาะ Bowie และ Owen นั้นน่าทึ่งมากๆ เนื่องจากทั้งคู่ต้องแสดงบทบาทเป็นตัวละครมากกว่าหนึ่งตัว ถึงแม้ว่ายามที่เปลี่ยนเป็นตัวละครตัวนั้น จะมีนักแสดงอีกคนมาสวมบทบาทก็ตาม แต่ก็มีหลายฉากที่ภาพที่เห็นนั้นไม่ได้ถูกสวมบทบาทโดยนักแสดงอีกคน หากแต่เป็น Bowie และ Owen เองที่ต้องแสดงด้วยบุคลิกและลักษณะของตัวละครอีกตัว และพวกเขาก็แสดงได้อย่างหมดจด เป็นที่ประทับใจมากๆ
แต่นักแสดงที่ผมประทับใจมากที่สุดในเรื่องกลับเป็น Kelly ฟู่เจียลี่ อันที่จริงผมแอบประทับใจ Kelly มาตั้งแต่เห็นเธอจากละครหลายๆ เรื่องในบทเล็กบทน้อย จนกระทั่งได้เห็นเธอปล่อยเต็มเม็ดแบบไม่มีกั๊กในละคร Forensic Heroes VI: Redemption (ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมา) แม้ใน D.I.D. 12 นี้ Kelly ไม่ได้รับบทที่ต้องระเบิดอารมณ์แบบเรื่องก่อน หากแต่ก็เห็นได้ชัดว่าเธอเก็บรายละเอียดและแสดงเป็นตัวละครนักจิตวิทยาสาวที่ด้านนอกเหมือนแข็งแกร่ง แต่ข้างในเปราะบางและอ่อนแอได้อย่างน่าประทับใจ

ผมประทับใจฉากจบของเรื่องมาก และคิดว่าเป็นการจบเรื่องที่ลงตัวดี ก้ำกึ่งว่าจะส่งต่อไปยังภาคสองก็ได้ แต่จะมองว่าเป็นการปิดจบเรื่องแบบสวยงามและคลี่คลายก็ได้ ในตอนจบของเรื่องนั้น ภาพเปิดที่ฉากสีขาวและติงเล่อฟงก็นอนอยู่บนเตียงสีเดียวกันกับฉาก ก่อนที่หญิงสาวในชุดขาว (Flora เฉินฮุ่ยซาน) จะเดินเข้ามาและเอ่ยทักทายเขา ติงเล่อฟงผงะและพูดขึ้นมาทันทีว่าหญิงสาวไม่มีตัวตน หล่อนเป็นแค่ภาพลวงตาที่เขาสร้างขึ้นมา แต่หญิงสาวกลับยืนกรานว่าหล่อนมีตัวตนและหล่อนอยู่กับเขามาตั้งแต่เริ่มแรก หล่อนคือผู้พิทักษ์ของเขา และจิตใจที่ใฝ่ดีของเขาปลุกให้หล่อนตื่นขึ้นมาเพื่อดูแลปกป้องเขาก่อนที่ทั้งคู่จะจับมือและมองหน้ากันนิ่งนานจากนั้นภาพจะค่อยๆ เลื่อนสู่เครดิตจบเรื่องในที่สุด
แม้จะตะหงิดๆ อยู่บ้างว่าจบแบบนี้เลยเหรอ? แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว การเปิดตัวผู้พิทักษ์ในตอนท้ายเรื่องนั้นกลับเป็นบทสรุปที่ตอบคำถามของชื่อละคร D.I.D. 12 ได้อย่างชัดเจน D.I.D. คือชื่อย่อของโรคบุคลิกภาพแตกแยก ส่วน 12 ที่ทีแรกผมคิดว่าเป็นภาคที่ 12 ที่ไหนได้ เป็นจำนวนที่แทนบุคลิกภาพที่ตัวละครซึ่งป่วยเป็นโรคดังกล่าวนี้สร้างขึ้นมา โดยแบ่งเป็นของซิ่งข่าย 3 บุคลิกภาพ และติงเล่อฟง 9 บุคลิกภาพ โดย “ผู้พิทักษ์” เป็นบุคลิกภาพที่ 9 ซึ่งปรากฏตัวตอนจบเรื่องเพื่อเติมเต็มข้อสรุปนี้นั่นเอง
หากสนใจและอยากดูละครเรื่องนี้ คาดว่าน่าจะมีออกอากาศทางแอปพลิเคชัน MV Hub ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ละครโทรทัศน์ของ TVB ฮ่องกงแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในเดือนกรกฏาคม 2568 โปรดรอติดตามกันได้ครับ