อ่านชื่อเรื่องแล้วบางคนอาจจะงงว่าผู้เขียนจะเขียนอะไร มาสงสัยเรื่องนี้กันดีกว่าครับว่า ทำไมเวลาผู้สูงอายุทำอะไรลงไป ท่านทำไปทำไม บางอย่างเราในฐานะลูกหลานก็เข้าใจ แต่หลายอย่างเราก็ไม่เข้าใจนัก บทความนี้จะพาไปดูตัวอย่างแนวคิดของผู้สูงอายุ สองคน ซึ่งน่าจะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับเราเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวได้

ในงานแต่งงานของหลานชาย ปู่เห็นหลานชายวัย 28 ปีคนนี้นั่งคิดอยู่หลายวันว่าจะเชิญใครมาร่วมงานบ้างก็อดเอ็นดูไม่ได้ เพราะนับตั้งแต่เล็กจนโต หลานชายคนนี้มีแต่ คนรักใคร่ ทั้งเพื่อนในหมู่บ้านตั้งแต่สมัยประถมที่ยังคงไปมาหาสู่กันเสมอ เพื่อนนักฟุตบอลตั้งแต่วัยมัธยมที่ยังคงเตะบอลด้วยกัน และเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ความสัมพันธ์ยังสดใหม่เพราะเพิ่งเรียนจบมาไม่นาน ไม่เท่านั้น ยังมีเพื่อนที่ทำงาน หัวหน้างาน ลูกค้า และคนรู้จักอีกหลายคนที่หลานชายคุ้นเคย ทำให้การตัดสินใจเชิญใครสักคนมาร่วมงานนี้เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขาไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเผชิญหน้ากับความลังเลใจ เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจเดินไปถามปู่ของเขาว่า “ปู่ครับ ผมควรจะเชิญใครมางานแต่งงานดี ผมมีคนรู้จักมากมาย แต่เศรษฐกิจ ไม่ค่อยดี ทำให้ต้องจัดงานเล็ก ๆ และเชิญคนได้ไม่มาก” ปู่ของเขาเพียงตอบกลับมาสั้น ๆ แต่เปี่ยมไปด้วยมุมมองที่ดีว่า “เชิญคนที่มีความหมายกับชีวิตหลานก็พอ” หลังจากฟังคำปู่ หลานก็เขียนรายชื่อ“คนที่มีความหมายในชีวิต” ซึ่งมีพอดีกับงานแต่งงานที่จะจัด จากนั้นหลานชายก็เดินไปกินข้าวกับแกงจืดของย่าที่ทำให้กินอยู่บ่อยๆ ซึ่งแม้ฝีมือการทำอาหารของย่าจะอร่อยจนไม่ต้องให้ใครมาชวนชิมหรือติดดาว แต่หลานก็ค่อนข้างเบื่อกับอาหารเมนูเดิมนี้ หลานชายจึงถามย่าไปว่า “ย่าครับ ทำไมต้องทำแกงจืดให้ผมกินบ่อยๆ ด้วยครับ”
“ย่าทวดของหลานชอบทำให้ย่ากิน มันก็อร่อยและมีประโยชน์ดีไม่ใช่เหรอ” ย่าตอบและถามต่อ “ใช่ครับย่า อร่อยดี” หลานตอบ ย่ายิ้ม ไม่พูดอะไร หลานคิดต่อในใจว่า นี่คงเป็นความหมายในชีวิตของย่าที่คล้ายกับที่ปู่เพิ่งแนะนำแขกที่จะเชิญมางานแต่งงานของเขา บ่อยครั้งที่วิธีคิดของผู้สูงวัยล้วนเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว คนที่มีความหมาย คนที่มีความสำคัญในชีวิต ซึ่งความคิดแบบนี้ หากลูกหลานเข้าใจและนำมาปรับใช้ คงจะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยกับคนทุกเจนในบ้าน และน่าจะสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับคนทุกวัยได้ เฉกเช่นแขกในงานแต่งงานและแกงจืดที่มีความหมายกับชีวิตชามนั้น